เปรียบเทียบ Node.js Deno Bun เลือกตัวไหนเหมาะกับงานปี 2025

เปรียบเทียบ Node.js Deno Bun เลือกตัวไหนเหมาะกับงานปี 2025

Dev Developer | .., 29 พฤศจิกายน 2568

เปรียบเทียบ Node.js Deno และ Bun สำหรับเว็บสเกลใหญ่

ในปี 2025 โลกของ JavaScript runtime ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ไม่ได้มีแค่ Node.js อีกต่อไปแล้ว แต่ยังมีคู่แข่งรุ่นใหม่อย่าง Deno และ Bun ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้จุดอ่อนเดิม และเพิ่มความเร็วในการประมวลผลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะงานที่ต้องรองรับผู้ใช้จำนวนมาก และระบบที่ต้องสเกลอย่างยืดหยุ่นบนคลาวด์

ภาพรวมแต่ละ runtime Node.js Deno Bun คือใคร

Node.js เป็น runtime รุ่นพี่ที่ครองตลาดมานานกว่าทศวรรษ จุดเด่นคือ ecosystem มหาศาลจาก npm ไลบรารีแทบทุกสายงาน และเครื่องมือรองรับการสเกลโปรดักชันมากมาย ทั้งในรูปแบบ VM, container และ serverless บนคลาวด์เจ้าใหญ่ๆ :contentReference[oaicite:0]{index=0}

Deno ถูกสร้างโดยผู้พัฒนา Node.js คนเดิม แต่ตั้งใจออกแบบใหม่ให้ “ทันยุคกว่า” ทั้งเรื่องความปลอดภัย การจัดการ dependency และรองรับ TypeScript แบบเนทีฟตั้งแต่ต้น มี CLI เดียวที่รวม linter, formatter, test runner และการ build เป็นไฟล์ executable ในตัว ช่วยลดการพึ่งพาเครื่องมือเสริมจำนวนมาก :contentReference[oaicite:1]{index=1}

Bun คือ runtime สายสปีดที่เน้น performance เป็นหลัก ใช้การเขียนด้วยภาษา Zig และปรับจูนมาสำหรับการรันแอป Node.js ให้เร็วขึ้น รวมทั้งมี bundler, test runner และ task runner ในตัว ทำให้มันถูกพูดถึงอย่างมากในบริบท “เว็บสเกลใหญ่ + ต้องการประหยัดทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์” :contentReference[oaicite:2]{index=2}

เกณฑ์เลือก runtime สำหรับงานสเกลใหญ่

ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ runtime สำหรับโปรเจกต์ใหม่ ลองดูปัจจัยหลักๆ เหล่านี้ก่อน:

  • ประสิทธิภาพ – รองรับ request ต่อวินาทีได้มากแค่ไหน ใช้ CPU และ RAM คุ้มค่าหรือไม่
  • Ecosystem – ไลบรารี แพ็กเกจ และ community พร้อมแค่ไหน ในการแก้ปัญหาในโลกจริง
  • Developer Experience – รองรับ TypeScript ดีไหม debug ง่ายไหม setup โปรเจกต์เร็วหรือเปล่า
  • ความปลอดภัย – มี sandbox / permission model หรือ best practice ที่ชัดเจนแค่ไหน
  • การสเกลและ deployment – เข้ากับ Docker, Kubernetes, serverless และ edge runtime ได้ดีหรือไม่
  • ความเสี่ยงในโปรดักชัน – ความเสถียร การรองรับ long-term และความเปลี่ยนแปลงของ API

ประสิทธิภาพการทำงาน ใครเร็วสุดระหว่าง Node.js Deno และ Bun

จาก benchmark ที่อ้างอิงจาก Better Stack ซึ่งทดสอบ Express บนทั้งสาม runtime พบว่า Bun สามารถรองรับคำขอได้มากกว่า 52,000 requests ต่อวินาที ในขณะที่ Deno ประมาณ 22,000 และ Node.js ราว 13,000 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าบน workload แบบเดียวกัน Bun มี throughput สูงที่สุดอย่างชัดเจน :contentReference[oaicite:3]{index=3}

  • Bun – เหมาะกับงานที่เน้นประสิทธิภาพสูง เช่น API ที่ต้องรองรับโหลดหนัก หรือ microservice จำนวนมากใน cluster เดียวกัน
  • Deno – เร็วกว่า Node.js ในหลายกรณี และได้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยขึ้น
  • Node.js – อาจไม่เร็วที่สุด แต่ยัง “พอเพียง” สำหรับงานส่วนใหญ่ และชดเชยด้วย ecosystem ที่แข็งแรงมาก

ถ้าคุณกำลังพิจารณาย้ายจาก Node.js ไป Bun หรือ Deno เฉพาะเหตุผลด้าน performance ควรทดลอง benchmark กับ workload ที่ใกล้เคียงระบบจริงของคุณก่อนเสมอ เพราะผลลัพธ์จะขึ้นกับโค้ดและสถาปัตยกรรมของแต่ละระบบด้วย

การจัดการ dependency และแพ็กเกจ

หนึ่งในความต่างที่เห็นได้ชัดของ Node.js, Deno และ Bun คือวิธีจัดการ dependency และที่เก็บแพ็กเกจ :contentReference[oaicite:4]{index=4}

  • Node.js
    ใช้ npm หรือ pnpm, yarn เป็นตัวจัดการแพ็กเกจ อ้างอิงผ่านไฟล์ package.json และมีโฟลเดอร์ node_modules ที่ทุกคนคุ้นเคย ใช้งานง่าย มี docs เยอะ แต่ในโปรเจกต์ใหญ่ๆ อาจทำให้ build ช้า และกินพื้นที่เยอะ
  • Deno
    เลือกไม่ใช้ node_modules โดยค่าเริ่มต้น แต่ดึง dependency ผ่าน URL หรือใช้ไฟล์ deno.json ร่วมกับ import maps ช่วยควบคุม version ได้ดีขึ้น และยังสามารถใช้แพ็กเกจจาก npm ได้เมื่อจำเป็น ทำให้ dependency ดู “สะอาด” กว่า
  • Bun
    เลือกใช้แนวคิดเดิมของ Node.js คือ package.json + node_modules แต่ปรับปรุงเครื่องมืออย่าง bun install ให้เร็วมาก และใช้ binary lockfile bun.lockb ช่วยให้ติดตั้ง dependency ได้ไวกว่า npm แบบรู้สึกได้ในโปรเจกต์ใหญ่

ถ้าองค์กรของคุณมี monorepo และ workspace อยู่แล้ว Node.js และ Bun จะ integrate ได้เนียนกว่า ส่วน Deno จะเหมาะกับโปรเจกต์ที่อยากเริ่มใหม่แบบ clean และลดของเก่าจาก npm ให้เหลือน้อยที่สุด

TypeScript และประสบการณ์นักพัฒนา

  • Deno – รองรับ TypeScript แบบเนทีฟ ตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องตั้งค่า build tool เพิ่ม ช่วยให้ทีมที่ใช้ TS หนักๆ สามารถเริ่มได้เร็ว และโค้ดอ่านง่ายขึ้น
  • Node.js – ใช้ TypeScript ได้ดีมากเช่นกัน แต่ต้องพึ่งพาเครื่องมืออย่าง ts-node, tsx, bundler หรือ transpiler อื่นๆ ทำให้โครง build อาจซับซ้อนขึ้นเล็กน้อยในโปรเจกต์ใหญ่ :contentReference[oaicite:5]{index=5}
  • Bun – โฟกัสที่การเป็น “drop-in replacement” ของ Node.js พร้อมรองรับ TypeScript ผ่าน runtime ของตัวเอง และยังมี test runner กับ bundler ในตัว ลดขั้นตอน config ได้เยอะ

ถ้าเป้าหมายของคุณคือ DX ที่ “เปิดโปรเจกต์แล้วโค้ดได้เลย” Deno และ Bun ให้ประสบการณ์ที่ทันยุคมาก แต่ถ้าทีมคุ้นเคยกับ stack เดิมๆ อย่าง ts-node, Jest, Webpack, Vite อยู่แล้ว Node.js ก็ยังตอบโจทย์ได้ดี

ความปลอดภัยและ sandbox

Deno โดดเด่นด้านความปลอดภัยเพราะใช้ permission model โดยดีฟอลต์โค้ดจะ “ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรเลย” จนกว่าจะอนุญาต เช่น การอ่านไฟล์ เข้าถึง network หรือ environment variables ทำให้เหมาะกับแอปที่ sensitive หรือมีข้อกำหนดด้าน compliance เข้มงวด :contentReference[oaicite:6]{index=6}

Node.js และ Bun เลือกใช้แนวทางเดิมคือโค้ดมีสิทธิ์เข้าถึงระบบไฟล์และ network ได้ทันทีเมื่อรันบนเซิร์ฟเวอร์ จึงต้องอาศัย best practice เช่น การใช้ container, จำกัดสิทธิ์ระบบปฏิบัติการ และการแยก service ด้วย network policy เข้ามาช่วยเสริม

สำหรับองค์กรที่ต้องการ “secure by default” และทีม dev ยังไม่เชี่ยวเรื่อง security มากนัก การเลือก Deno อาจช่วยบังคับให้ทุกคนเขียนโค้ดภายใต้กรอบความปลอดภัยที่ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม

Ecosystem และ community

  • Node.js – ได้เปรียบขาดลอยเรื่อง ecosystem มีแพ็กเกจ npm ให้เลือกนับล้าน มีตัวอย่างโค้ด บทความ และ Stack Overflow ครอบคลุมแทบทุกปัญหา เหมาะกับองค์กรที่ต้องการหาคนมาร่วมทีมได้ง่าย และใช้เทคโนโลยีที่ “ทุกคนรู้จัก”
  • Deno – ecosystem กำลังโต มี registry ของตัวเอง และเริ่มรองรับ npm มากขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนแพ็กเกจเฉพาะสายงานยังน้อยกว่าด้าน Node.js อยู่มาก :contentReference[oaicite:7]{index=7}
  • Bun – ใช้ ecosystem เดียวกับ Node.js เป็นหลัก (ดึงแพ็กเกจจาก npm) จุดที่ต้องระวังคือความเข้ากันได้ของ native module บางตัวที่ยังไม่สมบูรณ์ 100% ในบางเวอร์ชัน

ถ้าคุณกำลังสร้างระบบธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ต้องอาศัย library เฉพาะทาง (เช่น ORM, analytics, payment, AI client, ฯลฯ) Node.js จะให้ความสบายใจเรื่อง “ของพร้อมกว่า” ในขณะที่ Deno และ Bun ยังอยู่ในช่วงสะสม ecosystem เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ตัวอย่างโค้ด HTTP server บน Node.js Deno และ Bun

เพื่อให้เห็นภาพ ลองดูโค้ด HTTP server แบบง่ายที่สุดของแต่ละ runtime:

Node.js

import http from "http";

const server = http.createServer((req, res) => {
res.writeHead(200, { "Content-Type": "text/plain" });
res.end("Hello from Node.js");
});

server.listen(3000, () => {
console.log("Node.js server on [http://localhost:3000](http://localhost:3000)");
}); 

Deno

Deno.serve((_req) => {
  return new Response("Hello from Deno", {
    headers: { "Content-Type": "text/plain" },
  });
});

Bun

export default {
  port: 3000,
  fetch(req) {
    return new Response("Hello from Bun", {
      headers: { "Content-Type": "text/plain" },
    });
  },
};

จะเห็นว่า Deno และ Bun ใช้ API ที่ใกล้เคียงกับมาตรฐาน Web (เช่น fetch, Response) มากกว่า Node.js ซึ่งยังผูกกับโมดูลภายในอย่าง http อยู่พอสมควร

ควรเลือก Node.js Deno หรือ Bun ในสถานการณ์ไหน

  • เลือก Node.js ถ้า
    • คุณต้องการความเสถียร และต้อง deploy ระบบธุรกิจสำคัญในโปรดักชัน
    • ทีม dev ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ Node.js อยู่แล้ว
    • ต้องใช้ไลบรารีเฉพาะทางจาก npm จำนวนมาก
    • ต้องการ ecosystem ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในโลก enterprise
  • เลือก Deno ถ้า
    • คุณเริ่มโปรเจกต์ใหม่ และต้องการโครงสร้างที่สะอาด รองรับ TypeScript ตั้งแต่ต้น
    • ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และต้องการ permission model แบบชัดเจน
    • โปรเจกต์ไม่ได้ผูกกับ native module แปลกๆ จาก npm จำนวนมาก
  • เลือก Bun ถ้า
    • โฟกัสที่ performance เป็นหลัก ต้องการลดจำนวนเซิร์ฟเวอร์หรือ instance ให้เหลือน้อยลง
    • อยากได้ runtime ที่ทำหลายหน้าที่ในตัวเดียว เช่น test runner + bundler + dev server
    • พร้อมรับความเสี่ยงเล็กน้อยจากการที่โปรเจกต์ยังถือว่าใหม่กว่า Node.js

สรุป Node.js Deno Bun สำหรับโลกเว็บสเกลใหญ่

ไม่มี runtime ไหน “ดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์” แต่ละตัวมีบุคลิกชัดเจน:

  • Node.js – มั่นคง เสถียร ecosystem ใหญ่ เหมาะกับองค์กรและระบบธุรกิจที่ต้องการความแน่นอน
  • Deno – ทันสมัย ปลอดภัย มี TypeScript ในตัว เหมาะกับโปรเจกต์ใหม่ที่อยากเริ่มบนพื้นฐานที่สะอาด
  • Bun – เร็วจัด เน้น performance และรวมเครื่องมือ build/test ไว้ในตัว เหมาะกับทีมที่อยากทดลองเทคโนโลยีใหม่ เพื่อ squeeze performance ให้สุด

หากคุณวางแผนสร้างแพลตฟอร์มเว็บสเกลใหญ่ แนะนำให้เริ่มจากประเมิน context ขององค์กรก่อน เช่น ทักษะทีม dev ข้อจำกัดด้าน security และต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน จากนั้นทดลอง prototyping บนทั้งสาม runtime แล้วใช้ข้อมูลจริงด้าน performance และ DX ประกอบการตัดสินใจ จะช่วยให้เลือกได้อย่างมั่นใจมากกว่าดูแต่สเปกบนกระดาษ

แชร์:

สอบถามได้ที่ Line, Topvery Cloud IDC

เมื่อคุณเจอบัญชีนั้น, คลิก "เพิ่มเพื่อน" หรือ "ติดตาม" เปิดแอป LINE บนอุปกรณ์ของคุณ ไปที่แท็บ เพื่อน ที่มุมล่างขวา กดที่ไอคอน เพิ่มเพื่อน ที่อยู่บนขวามือ ในหน้าต่างที่ปรากฏขึ้น, คุณสามารถค้นหาบัญชี LINE Official ที่ต้องการด้วยชื่อ เมื่อคุณเจอบัญชีนั้น, คลิก เพิ่มเพื่อน หรือ ติดตาม


แอดไลน์ ID @topvery
แอดไลน์ ID @topvery คลิก..?